วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การสื่อสารผ่านดาวเทียม

การสื่อสารผ่านดาวเทียม มีคุณลักษณะหลายอย่างต่างจากการสื่อสารผ่านตัวกลางบนพื้นดิน เช่น การหน่วงของเวลา (delay time) เนื่องจากระยะทาง โดยปกติ สัญญาณจากดาวเทียมจะถูกหน่วงจากต้นทางถึงปลายทางประมาณ 250-300 มิลลิวินาที (ถึงแม้ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเดินทาง&"3652;ด้เร็วเท่ากับแสงหรือ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที)

แต่ถ้าส่งผ่านดาวเทียมที่มีความเร็วการส่งข้อมูล 5 Mbps ดาวเทียมจะเร็วและถ้าหากว่านับเวลาที่เสียไปเนื่องจากการส่งใหม่ (เมื่อมีการส่งข้อมูลผิดพลาด จะมีการส่งข้อมูลชุดนั้นมาใหม่ ทำให้เวลาที่ใช้ส่งข้อมูลจนครบเท่าที่ต้องการเพิ่มขึ้นไป)ดาวเทียมก็จะได้เปรียบมากกว่าเพราะว่าดาวเทียมมีอัตราส่งข้อมูลผิดพลาดต่ำกว่ามาก

นอกจากนั้นค่าเวลาที่หน่วงที่เสียไปไม่ขึ้นกับระยะทาง เช่น การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องรับและเครื่องส่งที่อยู่คนละฟากของมหาสมุทรก็จะใช้เวลาเท่ากับส่งระหว่างที่อยู่ตรงข้ามถนน ทำให้การคิดราคาค่าส่งข้อมูลไม่ขึ้นอยู่กับระยะทางไปด้วยจุดอื่นที่ต่างกันอีกก็คือการสื่อสารผ่านสายเช่า สามารถส่งข้อมูลได้เร็วสุดเพียง 56 Kbps เท่านั้น คุณสมบัติที่น่าสนใจของดาวเทียม คือว่าเป็นการส่งข้อมูลแบบกระจายไปทุกที่ (broadcast) ทุก ๆ สถานีพื้นดินที่อยู่ภายใต้รัศมีลำคลื่นสามารถที่จะรับสัญญาณได้หมด รวมทั้งสถานีเถื่อนด้วยและบริษัทสื่อสารเองก็ไม่มีทางรู้ด้วยดังนั้นจึงต้องมีการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความปลอดภัยนอกจากใช้ดาวเทียมสำหรับส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์แล้ว ยังสามารถใช้ส่งสัญญาณโทรทัศน์ตรงไปยังบ้านได้.

เครือข่ายคอมพิวเตอร์

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ก (computer network) คือ ระบบการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์จำนวนตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป

การที่ระบบเครือข่ายมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะมีการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างแพร่หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นถึงกัน เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบให้สูงขึ้น และลดต้นทุนของระบบโดยรวมลง

การโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันในเครือข่าย ทำให้ระบบมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น การแบ่งการใช้ทรัพยากร เช่น หน่วยประมวลผล, หน่วยความจำ, หน่วยจัดเก็บข้อมูล, โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีราคาแพงและไม่สามารถจัดหามาให้ทุกคนได้ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดภาพ (scanner) ทำให้ลดต้นทุนของระบบลงได้

[แก้] ชนิดของเครือข่าย
เครือข่าย เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกัน เพื่อสะดวกต่อการร่วมใช้ข้อมูล, โปรแกรม หรือเครื่องพิมพ์ และยังสามารถอำนวยความสะดวกในการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องได้ตลอดเวลา ระบบเครือข่ายจะถูกแบ่งออกตามขนาดของเครือข่าย ซึ่งปัจจุบันเครือข่ายที่รู้จักกันดีมีอยู่ 3 แบบ ได้แก่

เครือข่ายภายใน หรือ แลน (Local Area Network: LAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการ เชื่อมโยงกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่นอยู่ในห้อง หรือภายในอาคารเดียวกัน
เครือข่ายวงกว้าง หรือ แวน (Wide Area Network: WAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการ เชื่อมโยงกัน ในระยะทางที่ห่างไกล อาจจะเป็น กิโลเมตร หรือ หลาย ๆ กิโลเมตร
เครือข่ายงานบริเวณนครหลวง หรือ แมน (Metropolitan area network : MAN)
และยังมีอีกสองเครือข่ายที่ยังมีเพิ่มเติมอีกคือ

เครือข่ายของการติดต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ หรือ แคน (Controller area network) : CAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ติดต่อกันระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ (Micro Controller unit: MCU)
เครือข่ายส่วนบุคคล หรือ แพน (Personal area network) : PAN) เป็นเครือข่ายไร้สาย

3G

3G หรือ Third Generation เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 อุปกรณ์การสื่อสารยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ Walkman, กล้องถ่ายรูป และ อินเทอร์เน็ต



--------------------------------------------------------------------------------


3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องจากยุคที่ 2 และ 2.5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง และ การส่งข้อมูลในขั้นต้น ทั้งยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การพัฒนาของ 3G ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น

ลักษณะการทำงานของ 3G เมื่อเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น

เช่น บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ ,รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่ ,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ เทคโนโลยี

3G น่าสนใจอย่างไร

จากการที่ 3G สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว และ มีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายในระบบ 3G สามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่

เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่สร้างความสนุกสนาน และ สมจริงมากขึ้น

3G ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดย โทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพา, วิทยุส่วนตัว และแม้แต่กล้องถ่ายรูป ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว และ ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว “Always On”

คุณสมบัติหลักของ 3G คือ

มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล

ซึ่งการเสียค่าบริการแบบนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G สำหรับ 3G อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของอุปกรณ์ สื่อสารอื่น เช่น Palmtop, Personal Digital Assistant (PDA), Laptop และ PC

ระบบบันทึกภาพของกล้อง

ระบบบันทึกภาพของกล้อง

Exposure Control คือหัวใจสำคัญของกล้องดิจิตอลในการสร้างภาพที่สวยงามตามจินตนาการของผู้ถ่ายภาพ กล้องแต่ละรุ่นจะมีขีดความสามารถในส่วนของระบบบันทึกภาพที่แตกต่างกัน ระบบที่สามารถทำงานได้หลากหลายหรืออนุญาตให้ผู้ถ่ายภาพเปลี่ยนค่าการบันทึกต่างๆ ได้ ส่วนมากแล้วจะอยู่ในกล้องรุ่นที่มีราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกันรุ่นที่ระบบบันทึกทั่วไปเป็นแบบอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ แต่ไม่ว่าจะเป็นกล้องในกลุ่มไหน การทำความเข้าใจกับระบบควบคุมการบันทึกภาพต่างๆ ของกล้องอาจช่วยให้เราสามารถควบคุมกล้องได้ดียิ่งขึ้น




กล้องดิจิตอลมีระบบบันทึกภาพที่สามารถแยกออกได้เป็น 2 ส่วน คือ ระบบบันทึกภาพนิ่ง และระบบบันทึกภาพเคลื่อนไหว (Movie Clip) นอกจากนี้แล้วปัจจุบันมีกล้องหลายรุ่นที่มีระบบรองรับการบันทึกเฉพาะเสียงอย่างเดียว ทำหน้าที่คล้ายกับเทปอัดเสียงซึ่งสามารถบันทึกได้เป็นระยะเวลานานกว่าที่จะบันทึกภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียง อย่างไรก็ตามสำหรับกล้องดิจิตอลที่เน้นกลุ่มนักถ่ายภาพโดยตรง ฟังก์ชั่นในส่วนของการบันทึกภาพนิ่งจะเป็นสิ่งที่บริษัทผู้ผลิตให้ความสำคัญสูงสุด จะเห็นได้ว่าในกล้องระดับกึ่งมืออาชีพหรือมืออาชีพจะไม่มีฟังก์ชั่นการบันทึกภาพเคลื่อนไหว (Movie Clip)

ระบบบันทึกภาพนิ่ง



ในกล้องดิจิตอลจะมีระบบการบันทึกภาพอัตโนมัติมาให้เป็นมาตรฐานเพื่อความสะดวกในการใช้งาน (เป็นภาพกล้องถ่ายรูป หรือตัว P) กล้องรุ่นที่รองรับนักถ่ายภาพสมัครเล่นหรือกึ่งโปรจะมีระบบบันทึกภาพแบบอื่นให้เลือกใช้นอกจากระบบบันทึกแบบอัตโนมัติเพื่อประโยชน์ในการสร้างสรรค์งานภาพตามความต้องการ การมีระบบการบันทึกภาพที่หลากหลายมากขึ้นนี้จะช่วยให้ผู้ใช้กล้องสามารถบันทึกภาพและสร้าง effect ต่างๆ ให้กับภาพถ่ายได้มากขึ้น ระบบต่างๆ ที่มีใช้อยู่คือ

P (Programmed Auto Exposure) - ระบบโปรแกรมบันทึกภาพอัตโนมัติ

A (Aperture Priority Auto Exposure) - ระบบโปรแกรมบันทึกภาพแบบเลือกค่ารูรับแสง (กล้องแคนนอนจะใช้ AV)

S (Shutter Priority Auto Exposure) - ระบบโปรแกรมบันทึกภาพแบบเลือกค่าความไวชัตเตอร์ (กล้องแคนนอนจะใช้ TV)

M (Manual) - ระบบการปรับตั้งค่าการบันทึกโดยผู้ใช้





ดูตัวอย่างเพิ่มเติมเรื่องระบบบันทึกภาพนิ่ง และโปรแกรมบันทึกภาพสำเร็จ


นอกจากระบบต่างๆ เหล่านี้ซึ่งจะมีให้ใช้งานเฉพาะในบางรุ่น (และแต่ละรุ่นก็มีเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างแยกย่อยไปอีก) ยังมีโปรแกรมการบันทึกแบบโปรแกรมสำเร็จ (Scene Preset, Best Shot, Program Preset) โหมดโปรแกรมสำเร็จเหล่านี้ในกล้องคอมแพคจะมีให้เลือกมากมายหลายรูปแบบเพื่อเน้นความง่ายและสะดวกให้แก่นักถ่ายภาพ โปรแกรมมาตรฐานที่จะมีอยู่ในกล้องทุกรุ่น (ยกเว้นระดับโปร) จะนิยมวางไว้ในตำแหน่งของแป้นควบคุม ในขณะที่โปรแกรมอื่นๆ จะซ่อนอยู่ในเมนู แต่ก็ไม่ยากต่อการค้นหา ข้อดีของโปรแกรมเหล่านี้คือผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากนัก เพียงเลือกโปรแกรมให้ใกล้เคียงกับลักษณะของภาพที่ต้องการ กล้องจะปรับตั้งค่าการบันทึกให้ ข้อเสียของโปรแกรมเหล่านี้คือผู้ใช้ไม่สามารถปรับตั้งค่าเสริมอื่นๆ ได้ และบางครั้งก็อาจไม่ได้ภาพตามที่ต้องการเนื่องจากปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละสถานการณ์

Scene Preset หรือโปรแกรมมาตรฐานที่อยู่ในกล้องดิจิตอลโดยทั่วไปคือ


Portrait หรือภาพสัญลักษณ์รูปหน้าคน
ใช้สำหรับการบันทึกภาพบุคคลหรือภาพวัตถุที่เราต้องการเน้นโดยฉากหลังจะเบลอไป




Sport หรือภาพสัญลักษณ์รูปคนวิ่ง
ใช้สำหรับการบันทึกภาพที่ต้องการใช้ความไวชัตเตอร์สูงหรือต้องการหยุดแอ็คชั่น




Landscape หรือภาพสัญลักษณ์วิว (รูปภูเขา หรือคนและภูเขา)
ใช้สำหรับการบันทึกภาพทัศนียภาพทั่วไป ที่เน้นความชัดลึกทั้งภาพ




Macro, Close Up หรือภาพสัญลักษณ์ดอกไม้
ใช้สำหรับการบันทึกภาพที่ต้องการเข้าใกล้วัตถุ ใช้สำหรับการบันทึกภาพวัตถุขนาดเล็ก




Night Scene หรือภาพคนและมีดาว (บางครั้งจะเป็นภาพกลางคืนมีดาวหรือดวงจันทร์ก็ได้)
ใช้สำหรับการบันทึกภาพเวลาเย็นหรือกลางคืนที่สภาพแสงโดยรวมมีน้อย




*** แม้ว่าในปัจจุบันนี้กล้องที่เป็นลักษณะกึ่งโปร ก็จะมีโหมดโปรแกรมเหล่านี้ให้เลือกใช้เพื่อความสะดวก แต่เวลาที่เราเลือกโหมดเหล่านี้การควบคุมในส่วนอื่นๆ ของการบันทึกอาจไม่สามารถทำได้มากนัก เพราะเป็นการโอนความควบคุมไปให้กล้องทำแทน

เคล็ด(ไม่)ลับ กับ การดูแลมือถือให้อยู่กับเราไปนาน ๆ

หน้าจอ(Display)
เริ่มต้นที่หน้าจอก่อน เพราะหยิบมาเมาท์ทีไรก็ต้องแนบกับหน้าทุกครั้งพอคุยเสร็จปุ๊บก็เป็นคราบเลย ทั้งแป้งทั้งเหงื่อทั้งความมัน ถ้าปล่อยไว้นานๆอาจเได้สิวเป็นของแถม การดูและหน้าจอมือถือดีทั่วๆไปนั้น ทำได้ไม่อยากแค่ใช้ผ้าสะอาดๆ หรือทิชชู่สำหรับเด็ก (ทิชชู่ทั่วไปจะทำให้หน้าจอเป็นรอยได้) หรือใช้ผ้าเช็ดแว่นเป็นอุปกรณ์ในการทำความสะอาดหน้าจอ ส่วนเช็ดบ่อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งาน นอกจากนี้ยังมีจอแบบ Touch Screen ซึ่งจะไวต่อความร้อน ความชื้น และการกระทบกระแทกเป็นพิเศษ ดังนั้น การดูแลรักษาจึงต้องทะนุถนอมกว่าจอแบบอื่นซักหน่อย

วิธีการดูแลรักษาหน้าจอแบบ Touch Screen

อย่าทำตกหรือให้อะไรมากระแทกจอเพราะจะแตกได้

ควรจะติดแผ่นกันรอยเพราะจะช่วยกันจอจากความชื่น รอยขีดข่วน และการกระแทกได้ส่วนหนึ่ง

อย่าใช้น้ำอย่าที่ไม่ได้ทำมาเพื่อใช้ทำความสะจอ Touch Screen ถ้าเป็นน้ำยาเช็ดคอม หรือแอลกอฮอล์จะซึมเข้าไปข้างในจอทำให้จอเสียได้

ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์แบบที่เช้ดแว่นแห้งๆถูเบาๆหากยังไม่ออกให้ใช้น้ำยาเช็ดหน้าจอ Touch Screen เพิ่มได้

อย่าวางเครื่องทิ้งไว้ในที่ความร้อนสูงเช่นหน้าคอนโซลรถเพราะจะทำให้จอเสื่อม

หากโดนน้ำให้รีบเช็ดออกให้เร็วที่สุดห้ามเอาไดร์เป่าผมมาเป่าเพราะจอจะโดนความร้อนจะบวมได้

หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็วเช่นตากแดดร้อนๆมาเข้าห้องแอร์เย็นๆ เพราะถ้าจอปรับตัวไม่ทันจะทำให้แตกได้ และที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นจอแบบไหก็ตามพยายามอย่าทำหล่นบ่อย เพราะจะทำให้หน้าจอแตกหรือร้าวได้ ป้องกันง่ายๆโดนเก็บใส่กระเป๋าถือหรือกระเป๋ากางเกง จะหาซองมาใส่กันกระแทก เอาสายมาคล้องคอหรือข้อมือเวลาถือก็ช่วยเซฟได้ดีเหมือนกันบางคนอาจจะไม่ชอบรู้สึกว่าสิ้นเปลืองหรือไม่สะดวก แต่ว่าคุ้มกว่าค่าซ่อมเป็น ไหนๆ

กล้อง(Camera)
สำหรับการดูแลรักษากล้องบนมือถือก็ทำได้ไม่ยาก คือใช้คอตต้อนบัดหรือผ้าเช็ดแวนชุบน้ำยาทำความสะอาดเลนส์ ( แบบเดียวกับที่ใช้กับกล้องทั่วไป )เช็ด หรือหาแผ่นฟิล์มสำหรับป้องกันรอยบนหน้าจอมาปิดเพื่องป้องกันฝุ่นและรอยนิ้วมือก็ได้

แบตเตอร์รี(Battery)
การที่จะใช้มือถือได้นานๆก็ต้องขึ้นอนู่กับการชาร์ตแบตด้วย ซึ่งการใช้งานที่ถูกต้องก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานไปได้ เช่น เมื่อซื้อมือถือใหม่ก็ควรชาร์ตแบตใน 2-3 ครั้งแรกให้เต็มที่ เพื่อให้กระบวนการทางสารเคมีของสารประกอบภายในเกิดปฎิกิริยาให้สมบูรณ์ไม่ควรชาร์ตแบตเกิน 24 ชม. โดนไม่ถอดสายชาร์ตออก เพราะจะทำให้แบตเสื่อมเร็ว ถ้ายังมีพลังงานเหลืออยู่มากอย่าพึ่งรีบชาร์ตใหม่ ควรจะใช้ให้หมดก่อนจึงเริ่มชาร์ต เนื่องจกการชาร์ตหนึ่งครั้ง จะคิดเป็นหนึ่งรอบซึ่งจะมีอายุกำหนดว่าสามารถชาร์ตได้กี่ครั้ง ขณะชาร์ตควรปิดเครื่องด้วยเพราะหากมีสายเข้ามาจะทำให้การชาร์ตหยุดลงชั่วขณะและเริ่มชาร์ตใหม่เมื่อวางสาย

ตัวเครื่อง(Body)
ไม่ว่าจะเป็นแบบ Bar Phone , Clam Shell หรือ Slide จะมีเสาหรือมีไม่มีเสา วิธีดูแลแบบเบสิกเลยคือทำหล่นให้น้อยที่สุด ซึ่งมือถือแบบ Clam Shell หรือ Slide จะมีโอกาสเสียง่ายมาก เพราะทำให้สายพานที่เชื่อมต่อบานพับหรือข้อต่อเสื่อมหรือหลุดได้ บางทีตัวเครื่องไม่เป็นไรแต่วงจรภายในเจ้ง ซึ่งค่าซ่อมไม่น้อยแน่ๆการป้องกันก็เหมือนกับที่ได้กล่าวไปในเรื่องขอหน้าจอนั่นแหละ แล้วเวลาว่างๆก็หาผ้าสะอาดๆมาเช็ดบ้าง หรือ จะใช้น้ำยาสำหรับทำความสะอาดมือถือมาเช็ดด้วยอีกแรงก็ดีเหมือนกัน นอกจากจะช่วยให้น่าใช้แล้วยังช่วยลบรอยกำ , คราบและฝุ่นต่างๆที่ติดอยู่ได้ด้ว

วิวัฒนาการโทรศัพท์มือถือ

วิวัฒนาการโทรศัพท์มือถือ
ในสมัยโบราณ การติดต่อสื่อสารทางไกลระหว่างมนุษย์ด้วยกันนั้น จะใช้วิธีการง่าย ๆ อาศัยธรรมชาติหรือเลียนแบบธรรมชาติเป็นหลัก เช่น การใช้ควัน เสียง แสง หรือใช้นกพิราบ เป็นต้น การสื่อสารที่ใช้ชื่อดังกล่าวนั้นจะไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก เนื่องจากไม่สามารถให้รายละเอียดข่าวสารได้มาก หรือแม้จะให้รายละเอียดได้มากแต่ก็ไม่ค่อยจะปลอดภัยเท่าใด เช่น นกพิราบนำสารซึ่งให้รายละเอียดได้มาก แต่เป็นการเสี่ยงเพราะนกพิราบอาจไปไม่ถึงปลายทางได้ อย่างไรก็ตาม
การสื่อสารดังกล่าวนี้ เป็นการสื่อสารที่ราคาถูกความรวดเร็วก็พอใช้ได้ในปัจจุบัน
ซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นยุคแห่งความเจริญทางด้านเทคโนโลยี มนุษย์ได้นำเอาเทคโนโลยี
ที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้กับการสื่อสาร ทำให้การติดต่อสื่อสารในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงมาก ทั้งความสะดวกสบาย รวดเร็วและถูกต้อง ชัดเจน แน่นอน

ระบบสื่อสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีหลายชนิด เช่น วิทยุสื่อสาร (Radio Communication) โทรเลข (Telegraphy) โทรพิมพ์ (Telex) โทรศัพท์ (Telephone) โทรสาร (Facsimile) หรือวิทยุตามตัว (Pager) เป็นต้น แต่ระบบสื่อสารที่ได้รับความนิยมทั่วโลกก็คือ โทรศัพท์ เพราะโทรศัพท์สามารถโต้ตอบกันได้ทันที รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งระบบ อื่น ๆ ทำไม่ได้ โทรศัพท์จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและในโลกของการสื่อสารปัจจุบัน โทรศัพท์ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ต่าง ๆ ด้วยมีคำกล่าวหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอยู่ว่า ประเทศใด ที่มีจำนวนเลขหมายโทรศัพท์ในประเทศ 40 หมายเลขต่อประชากร 100 คน ถือว่าประเทศนั้นมีความเจริญแล้ว หรือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศใดที่มีหมายเลขโทรศัพท์ 10 เลขหมายขึ้นไปต่อประชากร 100 คน ถือว่าประเทศนั้นกำลังได้รับการพัฒนา
จะเห็นว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญกับกิจการโทรศัพท์เป็นอย่างมากในประเทศไทย คำว่า โทรศัพท์ได้เริ่มรู้จักกันตั้งแต่รัชการที่ 5 ซึ่งโทรศัพท์ตรงกับภาษากรีกคำว่า Telephone โดยที่ Tele แปลว่า ทางไกล และ Phone แปลว่า การสนทนา เมื่อแปลรวมกันแล้วก็หมายถึงการสนทนากันในระยะทางไกล ๆ หรือการส่งเสียงจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งได้ตามต้องการ